เป็นบทความหนึ่ง(จากสองบทความ) ที่ผมได้เขียนลงในนิตยสาร(ซึ่งเป็นวิชาหนึ่งของนิเทศวารสารหอการค้า)ตอนนี้ก็ผ่านมาปีกว่าๆได้ละ เลยเอามาลงในบลอค(ดอง ไม่มีเรื่องจะเขียนก็บอก ฮา) เมื่อเช้าก็ดวงซวยมอไซล้ม ใครอยากดู screenshot ก็ไปตามดูในเฟซบุคเอาละกันนะครับ lol ได้แผลได้เลือดมาเอาการ ก็ไปนั่งทำงานในออฟฟิศทั้งอย่างนั้นล่ะ ทำใจ = =; ยังไงก็อ่านให้สนุกนะครับ ไว้เจอกันเอนทรี่หน้าครับ

อ้อ เกือบลืมบอกไป คอนเซปของนิตยสารที่ทำกันตอนนั้นคือ Forgotten ครับ ก็เลยออกมาเปนเรื่องนี้นั่นเอง เชิญอ่านได้เลยครับผม ^^

 

เมื่อความฝันที่มี ได้เลือนหายไปพร้อมกับจินตนาการ

“เด็กๆจ๊ะ โตขึ้น อยากเป็นอะไรจ๊ะ?”

“ผมจะเป็นตำรวจครับ” “ผมอยากเป็นหมอครับ” “หนูจะไปเป็นพยาบาลค่ะ” “ผมเป็นนักบินครับ” “หนูอยากเป็นนักดนตรีค่ะ” “หนูจะเป็นคุณครูค่ะ”

เป็นคำตอบของเหล่าเด็กตัวน้อยๆผู้ไร้เดียงสาแต่กลับเต็มไปด้วยความฝันและจินตนาการอันไร้ขอบเขต ท่านผู้อ่านยังคงจำความฝันเหล่านั้นได้บ้างไหมครับ ผมเชื่อว่าหลายๆท่าน คงจะจำฝันเหล่านั้นได้เมื่อผมถามขึ้นมาเช่นนี้ แต่ที่ผ่านมาผมเชื่อว่าหลายๆท่าน คงลืมนึกถึงฝันและจินตนาการเหล่านี้ไปซะอย่างนั้น มันเพราะอะไรงั้นหรือครับ เราลองมาดูปัจจัยต่างๆที่ทำให้เราลืมความฝัน และจินตนาการอันแสนจะไร้ขอบเขตในวัยเด็กกันดูดีกว่าครับ

                จากทารก สู่เด็กน้อยผู้เต็มไปด้วยจินตนาการ  ผู้ที่พร้อมจะเรียนรู้และเปิดรับซึมซับทุกอย่างเข้าสู่สมอง

เด็กน้อย ผู้ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า “เหตุผล”

เด็กน้อย ผู้ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นจริง”

เด็กน้อย ผู้ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า “อคติ”

                จนวันหนึ่ง เด็กน้อยได้ย่างเข้าวัยรุ่น จนเติบใหญ่กลายเป็นผู้ใหญ่ วัยวุฒิที่ “ฝัง” เอาจินตนาการและความฝันลงหลุมทิ้งไปอย่างง่ายดายด้วยคำง่ายๆเพียงสามคำ “เหตุผล” “ความเป็นจริง” และ “อคติ”

“เหตุผล” คนเรายิ่งเมื่อโตขึ้น ก็ยิ่งมีเหตุผลมากขึ้น และเมื่อเหตุผลมากขึ้นจินตนาการก็ยิ่งน้อยลง และต่างคนก็ต่างมีเหตุผลของตัวเอง เพื่อที่จะสนับสนุนความคิดและการกระทำของตัวเอง ว่าสิ่งที่พวกเขาทำหรือพูดนั้น เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เด็กน้อยไม่มีเหตุผล พวกเขาไม่เคยคิดถึงเหตุผล พวกเขาทำไปโดยนึกสนุกและอยากทำ ก็เพียงเท่านั้น เด็กน้อยจึงไม่ถูกสิ่งที่เรียกว่าเหตุผลมาจำกัดการกระทำและจินตนาการของพวกเขาเหมือนกับผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยเหตุผลและยึดติดกับมันมากเกินไป

“ความเป็นจริง” ยิ่งโตมาก ก็ยิ่งรับรู้ความเป็นจริงมากขึ้น และก็จะถูกความเป็นจริงบดบังและปิดกั้นจินตนาการและความฝันไปเสียหมด “เรื่องแบบนั้นเป็นไปไม่ได้หรอก” “นั่นมันความฝัน” “มันก็แค่จินตนาการ” แต่สำหรับเด็กน้อยแล้ว เขากลับไม่สนใจความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย เขาคิดว่าซานตาคลอสมีจริง เขาเชื่อเรื่องเทพนิยาย เขามีความฝันและจินตนาการที่ไม่มีใครมาห้ามไม่ให้พวกเค้าฝันได้

“อคติ”  เราต่างโตขึ้นพร้อมกับรับรู้สิ่งที่เรียกว่า “ดี” และ “เลว” ซึ่งแต่ละคนก็จะมีสิ่งที่ดีและเลวต่างกันไปตามแต่ละมุมมองของแต่ละคน และนั่นก็ทำให้เราเกิดสิ่งที่เรียกว่า “อคติ” ขึ้นมา เช่น “การ์ตูนเป็นของสำหรับเด็ก” “งานเย็บปักถักร้อยเป็นงานของผู้หญิง” “งานกรรมกรเป็นงานต่ำ” “ตุ๊กตาเป็นของสำหรับผู้หญิง” เห็นไหมครับ ว่าเราปิดโอกาสตัวเองก่อนทั้งๆที่ยังไม่ได้คิดจะเข้าไปทำหรือเรียนรู้มันเลยด้วยซ้ำ ต่างกับเด็กน้อยผู้ซึ่งไม่มีอคติกับสิ่งใดๆ และพร้อมที่จะเปิดรับ ลองทำ รวมถึงเรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้นได้โดยปราศจากอคติใดๆอย่างที่เรามีกัน

                ถึงผมจะบอกว่าการไม่รู้จัก “เหตุผล” “ความเป็นจริง” และ “อคติ” เป็นสิ่งที่จะเปิดกว้างให้กับความฝันและจินตนาการให้ออกมาโลดแล่นได้ก็จริง แต่แท้จริงแล้วการรู้จักและควบคุมสามอย่างข้างต้นนี้ต่างหากที่สำคัญ หากเราไร้ “เหตุผล” มากไป เราก็จะทำในสิ่งที่ผิดไปโดยไม่รู้สึกผิด หรือไม่รู้ตัวได้ หากเราไม่รู้จัก “ความเป็นจริง” และอยู่กับจินตนาการมากเกินไป จินตนาการ ก็จะเป็นเพียงจินตนาการอยู่อย่างนั้น หากเรามี “อคติ” มากไป ก็จะไม่ยอมรับและมองทุกอย่างในแง่ลบไปหมด

                เมื่อยังเด็กผมเคยมีความฝันที่อยากจะเป็นครู อยากเป็นนักบิน อยากเป็นอะไรอีกมากมาย แต่มันก็ได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา จนมาถึงปัจจุบัน ผมก็มีความฝันใหม่ๆ มีเรื่องที่อยากทำอยู่มากมาย แต่ก็มักจะโดนกดจากเสียงรอบข้าง ด้วยความคิดข้างต้นที่ผมได้บอกไปว่า “เราทำไม่ได้หรอก” “ฝันไปเหอะ” เมื่อเราถูกบีบด้วยคำพูดเหล่านี้มากๆเข้า สักวันเราก็จะเริ่มชินกับมัน และยอมรับมันไปโดยปริยาย ทั้งๆที่บางทีเราอาจจะมีความสามารถที่จะทำสิ่งนั้นๆให้เป็นไปได้อยู่ แต่ก็ไม่สามารถทำได้เพราะได้ถูกความคิดและความเป็นจริงจากรอบข้าง กดเราเอาไว้ ส่วนตัวแล้วหลายๆคนอาจจะมองว่าผมดื้อดึง ที่ไม่เชื่อคำเตือนเหล่านั้น ผมเองก็ยอมรับว่าตัวผมนั้นค่อนข้างดื้อดึงเอามากๆ แต่นั่นก็เพราะว่าผมอยากทำในสิ่งที่ผมทำ อยากทำในสิ่งที่ผมคิด และผมเชื่อมั่นว่ามันจะต้องสำเร็จ หากสุดท้ายแล้วเราไม่สำเร็จจริงๆ อย่างน้อยที่สุด เราก็ได้เดินในทางที่เราเลือก และได้ลองทำอย่างเต็มความสามารถแล้ว

                ลองสังเกตผู้ที่ประสบความสำเร็จดูสิครับ พวกเขาเป็นผู้ใหญ่ก็จริง แต่เป็นผู้ใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยความฝัน พวกเขามีจินตนาการ และไม่มีคำว่า “เป็นไปไม่ได้” ยกตัวอย่างก็อย่างเช่นพี่น้องตระกูลไรท์ ที่ทำให้ทุกวันนี้มีสิ่งที่เรียกว่าเครื่องบิน สิ่งที่ทำให้มนุษย์เดินทางไปบนฟ้าได้อย่างอิสระ ใครเลยจะรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ไม่แน่คุณอาจจะสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือค้นพบอะไรใหม่ๆ ที่ไม่มีใครคิดว่ามันจะเป็นไปได้หรือมีอยู่บนโลกนี้ได้ ก็เป็นได้

สุดท้ายแล้ว ผมอยากจะถามท่านผู้อ่านทั้งหลาย ว่า

“ตอนนี้ คุณพร้อมแล้วหรือยัง ที่จะทำความฝัน หรือจินตนาการของคุณ ให้กลายเป็นความจริง?”

 

Comment

Comment:

Tweet

ซึ้งจัง..ความฝันที่หลายคนอาจลืม
ไม่อยากจะบอกว่าไม่เคยอ่าน
/โดนตบกะโหลก
อยู่ม.เดียวกันแท้ๆ
Hot! Hot! Hot! Hot!
ปัจจุบันนี้ก็ยังมี ผู้ใหญ่ที่..
ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า “เหตุผล”
ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นจริง”
แต่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า “อคติ”

อุ่ย ไม่เกี่ยวสินะ /โดนตบกะโหลกอีกรอบ

ปล. เห็นแผลในเฟสแล้วฮ่ะ สรุปไอ้คันหน้ามันเบรกเพราะอะไรอ่ะพี่?

#1 By 【R!SaA!】 on 2010-04-22 20:44

คานะไงล่ะ View my profile